เหตุผลของของขวัญ
เด็กหญิงของขวัญ
เด็กหญิงของขวัญกำลังใช้ท่าไม้ตาย , เด็กหญิงกำลังแอบงอนคนรอบข้างอย่างโจ่งแจ้ง ท่าไม้ตายนี้จะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อเราประสาน ‘การแอบงอนเงียบๆ’ เข้ากับ ‘การแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง’ ได้อย่างสมดุล ผลที่ได้คือคนรอบข้างจะรู้ว่าเด็กหญิงกำลังงอนอยู่นะ แต่จะไม่มีทางรู้ว่าเด็กหญิงกำลังงอนเรื่องอะไร อาร์ตป่ะล่ะ?
เด็กหญิงไม่มีหน้าที่มาอธิบาย เด็กหญิงงอนอยู่ คนรอบข้างต้องง้อ ไม่ใช่มาถาม ง้อไปเรื่อยๆ สิ ถ้าง้อผิดเรื่องเด็กหญิงจะบอกใบ้ด้วยการไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ ก็พยายามกันต่อไป เอาไว้ง้อถูกเรื่องเด็กหญิงค่อยเฉลย ฟังดูคล้ายเด็กหญิงเป็นคนไม่มีเหตุผล แต่เหตุผลที่เด็กหญิงเป็นแบบนี้ก็เพราะเด็กหญิงเป็น ‘เด็กผู้หญิง’ เพศของเด็กหญิงเขาเป็นกันแบบนี้ จบป่ะ?
นี่จึงเป็นท่าไม้ตายที่เรียกร้องความอดทน ความเข้าใจ และการแรนด้อมง้อจากคนรอบข้าง…
ส่วนเหตุผลที่เด็กหญิงงอนจริงๆ เกิดจากเด็กหญิงได้รับของขวัญในวันคริสต์มาส แต่พอเด็กหญิงถามพ่อแม่ว่าทำไมถึงเอาของขวัญมาให้ พ่อแม่กลับตอบว่า “ก็เด็กหญิงเป็นลูกของพ่อแม่ไง” ถามลุงป้าน้าอาก็ตอบคล้ายกันว่า “เพราะเด็กหญิงเป็นหลานไง” ถามเพื่อน – เพื่อนตอบ “ก็เราเป็นเพื่อนกัน” ทำไม ทำไม ทำไม ทำไมไม่มีใครตอบเลยว่า “ให้เพราะรักเด็กหญิง” เลยสักคน!
ตอบตรงคำถามแต่ไม่ตรงใจคนถาม เอาท่าไม้ตายไปกินให้หมดทุกคน!
เด็กหญิงตีลังกาสามตลบแล้วแอบงอนอย่างโจ่งแจ้งกราดใส่ทุกคน “ไอย๊ะ!”
ไปๆ มาๆ เด็กหญิงเริ่มสงสัย ว่าการมอบของขวัญเพื่อแสดงออกว่ารักตามเทศกาล มันกลายเป็นหน้าที่ตามการเทศะไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ตกลงทุกคนเป็นซานต้ากันใช่ไห
ม เลยคิดว่าการมอบของขวัญเป็น ‘หน้าที่’ ของตัวเอง เห…แบบนี้ดูท่าเด็กหญิงจะต้องใช้ท่าไม้ตายใส่ซานต้าด้วยอีกคน โทษฐานที่ไมได้รักเด็กหญิงเป็นการส่วนตัว แต่กลับมามอบของขวัญให้เพียงเพราะเด็กหญิงทำตัวเป็นเด็กดี
ถ้าไม่ได้รักก็อย่ามาให้ความหวัง เด็กหญิงไม่ชอบ! เด็กหญิงทุบโต๊ะเสียงดังเป็นซาวด์เอฟเฟคประกอบความไม่พอใจ
เด็กหญิงรีบวิ่งไปใต้ต้นคริสต์มาส หมายจะโยนของขวัญของซานต้าทิ้ง (ซึ่งเป็นหนึ่งในซับเซทของท่าไม้ตาย ได้แก่การงอนไม่รับของฝาก รวมถึงความหวังดีทุกชนิด) แต่เด็กหญิงกลับต้องแปลกใจ เมื่อพบเพียงการ์ดใบเล็กๆ ไม่มีที่เป็นกล่องๆ ให้ได้โยนทิ้ง โดยในการ์ดระบุว่า “ของขวัญของปีนี้ไม่สามารถบรรจุใส่กล่องและหย่อนลงปล่องไฟได้ โปรดไปรับที่หน้าประตูบ้านด้วยตนเอง”
ทันใดนั้นก็มีคนมากดกริ่งหน้าบ้านของเด็กหญิง…

เด็กชายเอลฟ์
เด็กชายเอลฟ์กำลังจะอายุครบ 3,000 ขวบในปีนี้ , แลดูแอบแก่แต่ที่จริงไม่แก่ เพราะอายุเฉลี่ยของเอลฟ์อยู่ที่ 50,000 ปีโน้นนนน (ลากเสียงยาว) เด็กชายกำลังนึกอยากกลับไปทำงานในแผนกผลิตของเล่น ทว่าแผนกนั้นจำกัดให้เฉพาะเอลฟ์ที่อายุไม่เกิน 500 ปีเท่านั้น เด็กชายเลยอด… โถ โถ เด็กชายแค่อยากกลับไปทำงานที่ได้ทำไปเล่นไปทุกวันก็เท่านั้นเอง
แลดูคล้ายไม่รู้จักโต อันนี้จริง เด็กชายเป็นแบบนี้กันทุกคน คือโตแต่ตัวสมองไม่ขยายตามเด็กชายทุกคนรู้ตัวเองดี แต่ไม่เคยนึกอยากแก้ไขอะไร – เด็กชายหัวเราะ “แหะ แหะ”
ปัจจุบันงานของเด็กชายคืองานประชาสัมพันธ์ เน้นไปที่ภาพลักษณ์ของซานต้าในสายตาผู้คน โดยเฉพาะในแวดวงหนังฮอลลีวูด อย่างเมื่อปี 2002 เด็กชายเพิ่งไปให้คำแนะนำเกี่ยวกับการสร้างหนังเรื่อง The Santa Claus 2 ที่เด็กชายแนะไปว่า “ควรวางพล็อตให้พระเอกที่เป็นซานต้ามา 8 ปี ต้องเจอกับกฎเหล็กที่ว่า ถ้าไม่รีบแต่งงานมีภรรยาจะสูญเสียสิทธิ์ในการได้เป็นซานต้า”
ในทีแรกทางค่ายหนังอย่าง ‘วอลท์ ดีสนี่ย์’ แอบงงว่า “ทำไมซานต้าถึงต้องมีภรรยาให้ต้องมาคอยมอบของขวัญเพิ่มขึ้นอีกปีละกล่อง ทั้งๆ ที่ทุกปีเขาก็บินแจกของขวัญเพื่อเลี้ยงชีพอยู่แล้ว” จนเด็กชายต้องอธิบายให้ฟังว่า ในทุกปีที่ต้องออกไปแจกของขวัญ เพื่อที่จะไม่ให้ซานต้ารู้สึกว่านี่เป็นเพียงงาน หน้าที่ หรือความรับผิดชอบ เขาจึงควรมีคนรัก เพราะได้การมอบของขวัญให้คนรักจะย้ำเตือนซานต้าถึงความหมายที่แท้จริงของสิ่งที่เขาทำ
นั่นคือ ทุกความรักควรได้รับรางวัลในทุกครั้งที่มันถูกแสดงออก
เหมือนกับที่ซานต้าจะมอบของขวัญให้เฉพาะกับเด็กที่ทำตัวดี ก็เพราะการทำตัวเป็นเด็กดีคือวิธีง่ายๆ ที่เด็กจะสามารถแสดงออกถึงความรักที่ตนมีต่อพ่อแม่ได้ ถ้าเด็กคนไหนทำสำเร็จ ซานต้าก็จะมอบของขวัญเป็นการให้รางวัลแก่ความรักนั้น ดังนั้นของขวัญทุกชิ้นจากขั้วโลกเหนือจึงรับใช้ความรักล้วนๆ
ล่าสุดเด็กชายเอลฟ์กำลังประสบปัญหา มีเด็กหญิงคนหนึ่งแอบงอนซานต้าอย่างโจ่งแจ้ง เด็กชายไม่รู้ว่าเด็กหญิงงอนเรื่องอะไร แต่เด็กชายรู้ว่าใครจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ คนๆ นี้สามารถทนถูกเด็กหญิงงอนใส่ได้ตราบจนกว่าความตายจะมาพรากจากกัน อีกทั้งยังสามารถไล่ตามง้อเด็กหญิงได้ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเด็กหญิงงอนเรื่องอะไร และเหนือสิ่งอื่นใด ทุกสิ่งที่คนๆ นี้จะทำให้เด็กหญิงจะถูกความรักเคลือบหวานเอาไว้ให้อีกต่างหาก…
แต่ด้วยเหตุที่ไม่สามารถห่อ ‘คน’ ลงกล่องได้ (มันผิดมาตรฐาน ISO 9002 ในการผลิตของขวัญ) จึงทำให้การส่งมอบล่าช้ากว่าปกติ แต่นั่นไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ เพราะเมื่อเด็กชายเอลฟ์ก้มลงมองดูนาฬิกาก็พบว่าน่าจะได้เวลาที่ “เด็กชายเนื้อคู่” เดินทางไปถึงหน้าบ้านของเด็กหญิงแล้ว…
——————————–
last comment